วันนี้ Patent to you จะมาอธิบายให้ฟังว่า สินค้า/บริการของเรานั้นจะคุ้มครองได้ด้วยอะไรบ้าง แล้วแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร?

อันดับแรกอยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เรา ประดิษฐ์ คิดค้นหรือสร้างสรรค์ขึ้นมา เราจะเรียกสิ่งนั้นว่า "ทรัพย์สินทางปัญญา" ซึ่งมีหลายคนเข้าใจว่าทุกอย่างคือ ลิขสิทธิ์ (เรียกติดปากกันว่า จดลิขสิทธิ์ ละเมิดลิขสิทธิ์) แต่ในความเป็นจริงแล้วลิขสิทธิ์เป็นประเภทหนึ่งของทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น

ถ้าเราอยากขายของของเราที่เราคิดค้นขึ้นมา "เพียงคนเดียว" ไม่ให้ใครมาทำแบบเราได้ เราต้องทำยังไง?

คำตอบง่ายๆ คือ ต้องขอรับความคุ้มครองตามประเภททรัพย์สินทางปัญญาที่เหมาะกับสิ่งนั้น

ทีนี้แต่ละประเภทของทรัพย์สินทางปัญญานั้นก็ขอรับความคุ้มครองไม่เหมือนกัน บางประเภทต้องขอจดทะเบียน บางประเภทได้รับความคุ้มครองอัตโนมัติ สินค้าหรือบริการหนึ่งอย่างมักคุ้มครองได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญามากกว่าหนึ่งประเภทพร้อมกัน (เช่น ตัวสินค้าจดสิทธิบัตร ชื่อแบรนด์จดเครื่องหมายการค้า และภาพโฆษณามีลิขสิทธิ์ในตัวเอง) แล้วทรัพย์สินทางปัญญาหลักๆ ที่คนส่วนใหญ่ใช้มีอะไรบ้าง

1. สิทธิบัตรการประดิษฐ์

จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์

คือการขอรับหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้ เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ที่มีความใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ เช่น การประดิษฐ์เครื่องจักรหรือกรรมวิธีการผลิตแบบใหม่ (ต้องยื่นจดทะเบียนจึงจะได้รับความคุ้มครอง)

2. อนุสิทธิบัตร

จดอนุสิทธิบัตร

คุ้มครองการประดิษฐ์ในลักษณะเดียวกับสิทธิบัตร แต่ขอเพียงความใหม่และประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ ไม่ต้องมีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น เหมาะกับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถึงขั้นเป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมด ขั้นตอนตรวจสอบเร็วกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่มีอายุความคุ้มครองสั้นกว่า

3. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

คุ้มครองรูปร่าง ลักษณะภายนอก หรือลวดลายของผลิตภัณฑ์ที่มีความใหม่และใช้เป็นแบบผลิตภัณฑ์ได้ เช่น ทรงขวด ลายบรรจุภัณฑ์ หรือรูปทรงเฟอร์นิเจอร์ ไม่คุ้มครองการทำงานหรือกลไกภายใน (ต้องยื่นจดทะเบียนจึงจะได้รับความคุ้มครอง)

4. เครื่องหมายการค้า

จดเครื่องหมายการค้า

คือ การขอรับหนังสือสำคัญที่รัฐออกให้ เพื่อคุ้มครองเครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการตามรายการที่จดทะเบียนไว้ เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น (ต้องยื่นจดทะเบียนจึงจะได้รับความคุ้มครอง)

5. ลิขสิทธิ์

ลิขสิทธิ์

คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ริเริ่มโดยการใช้สติปัญญาความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะของตนเองในการสร้างสรรค์ โดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น โดยงานที่สร้างสรรค์ต้องเป็นงานตามประเภทที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้คุ้มครอง โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน เช่น ภาพวาด เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น (การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เป็นการแจ้งข้อมูลต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาและอาจใช้เป็นหลักฐานประกอบได้ แต่ไม่ใช่การรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยสิทธิลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอัตโนมัติตามกฎหมายเมื่องานที่เข้าเงื่อนไขได้รับการสร้างสรรค์ขึ้น)

6. ความลับทางการค้า

ความลับทางการค้า

คุ้มครองข้อมูลทางธุรกิจที่มีมูลค่าเพราะเป็นความลับ เช่น สูตรหรือกรรมวิธีการผลิต โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของต้องมีมาตรการรักษาความลับที่เหมาะสม ข้อมูลนั้นอาจสิ้นสภาพความเป็นความลับทางการค้าเมื่อกลายเป็นที่รู้จักทั่วไปหรือเข้าถึงได้โดยง่าย ส่วนสิทธิเรียกร้องที่เกี่ยวกับการได้มา การใช้ หรือการเปิดเผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อนหน้านั้นอาจยังคงอยู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสิทธิบัตร กับ ความลับทางการค้า ต่างกันอย่างไร

ทีนี้เราก็ลองกลับมาดูว่าสินค้าหรือบริการที่เราขายอยู่นั้น เข้าข่ายทรัพย์สินทางปัญญาประเภทไหนบ้าง — ในทางปฏิบัติมักเป็นมากกว่าหนึ่งประเภทพร้อมกัน หากไม่แน่ใจสามารถปรึกษาทีมงานเพื่อประเมินแนวทางที่เหมาะกับกรณีของคุณได้