สรุปสาระสำคัญ

ถ้าสงสัยว่าสิทธิบัตรของคุณถูกละเมิด ขั้นตอนแรกคือเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบก่อนดำเนินการใด ๆ จากนั้นหลายกรณีเริ่มด้วยการส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) ซึ่งไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป หากยังไม่หยุดการกระทำ เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 77 ทวิ และ 77 ตรี

ก่อนอื่น เก็บหลักฐานให้ครบ

ก่อนติดต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือดำเนินการใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ เพราะหลักฐานที่มีวันที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะมีน้ำหนักมากกว่าหลักฐานที่รวบรวมทีหลัง:

  • ตัวอย่างสินค้าที่สงสัยว่าละเมิด พร้อมใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อที่ระบุวันที่และแหล่งที่มา
  • ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการติดฉลาก จากทุกมุมที่เกี่ยวข้อง
  • วัสดุโฆษณาหรือสื่อการตลาด ที่แสดงหรือพาดพิงถึงสินค้าที่สงสัย
  • ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย เท่าที่สามารถระบุได้
  • ตารางเปรียบเทียบสินค้าที่สงสัยกับข้อถือสิทธิ (Claims) ในสิทธิบัตรของคุณทีละข้อ เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นมีลักษณะตรงหรือใกล้เคียงกับขอบเขตการคุ้มครองตามสิทธิบัตรอย่างไร

สำหรับสิทธิบัตรกรรมวิธี (Process Patent) พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 77 ให้ประโยชน์เพิ่มเติมในทางหลักฐาน: ถ้าเจ้าของสิทธิบัตรพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของผู้ถูกกล่าวหาเหมือนหรือคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกรรมวิธีตามสิทธิบัตร กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้น เว้นแต่ผู้ถูกกล่าวหาจะพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งช่วยลดภาระการพิสูจน์ของเจ้าของสิทธิบัตรลงได้มากในกรณีกรรมวิธีที่พิสูจน์โดยตรงยาก

หนังสือเตือน (Cease-and-Desist) เป็นขั้นตอนแรกที่นิยมทำ

กฎหมายสิทธิบัตรไม่ได้บังคับว่าต้องส่งหนังสือเตือนก่อนฟ้องคดีเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของสิทธิบัตรจำนวนมากเลือกส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการก่อน เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสิทธิบัตรที่มีอยู่และขอให้หยุดการกระทำ ข้อดีคือบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดทันทีเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการฟ้องคดีทันที นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 35 ทวิ ยังกำหนดว่าการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมีบทบาททางกฎหมายเฉพาะในกรณีการละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนสิทธิบัตรได้รับการจดทะเบียน (ระหว่างช่วงคำขอที่ประกาศโฆษณาแล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิบัตร) — ถ้าผู้กระทำทราบหรือได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรว่ามีคำขอสิทธิบัตรอยู่ ผู้ขอมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้ละเมิดได้เมื่อสิทธิบัตรออกแล้ว แต่การส่งหนังสือเตือนหลังสิทธิบัตรจดทะเบียนแล้วเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย และควรพิจารณาเป็นกรณีไปว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะในบางสถานการณ์การแจ้งล่วงหน้าอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวหรือทำลายหลักฐานก่อน

เมื่อจำเป็นต้องดำเนินคดี

หากหนังสือเตือนไม่ได้ผล หรือกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิ์ตามกฎหมายดังนี้:

  • คำสั่งห้ามชั่วคราวหรือถาวร (Injunction) — มาตรา 77 ทวิ ให้สิทธิเจ้าของสิทธิบัตรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ละเมิดหยุดหรืองดเว้นการกระทำ เมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการกระทำหรือจะกระทำการละเมิด
  • ค่าเสียหาย — มาตรา 77 ตรี ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามที่เห็นสมควร โดยพิจารณาความร้ายแรงของความเสียหาย รวมถึงการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการบังคับสิทธิ
  • การริบหรือทำลายสินค้าละเมิด — มาตรา 77 จัตวา กำหนดให้สินค้าที่ละเมิดในความครอบครองของผู้ละเมิดถูกริบ และศาลอาจสั่งทำลายสินค้าหรือมีมาตรการอื่นเพื่อป้องกันการจำหน่ายต่อ
  • โทษทางอาญา — มาตรา 85 กำหนดว่าผู้กระทำการตามมาตรา 36 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ — เป็นแนวทางที่แยกจากคดีแพ่ง มีกระบวนการและผลลัพธ์ต่างกัน (โทษทางอาญาตกกับผู้กระทำ ไม่ใช่ค่าชดเชยแก่เจ้าของสิทธิบัตรโดยตรง)

บทความนี้ไม่กล่าวถึงระยะเวลาดำเนินคดีหรือค่าธรรมเนียมศาลที่แน่นอน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ผันแปรตามแต่ละคดีและอยู่นอกขอบเขตข้อมูลที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยแพร่ ควรสอบถามรายละเอียดที่แน่นอนจากทนายความหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

ภาพรวมขั้นตอนดำเนินคดี

คดีละเมิดสิทธิบัตรในไทยพิจารณาโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษที่พิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ กระบวนการโดยทั่วไปเริ่มจากการยื่นฟ้องพร้อมหลักฐาน หากขอคำสั่งห้ามชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีอาจต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีซึ่งรวมถึงการนำสืบพยานหลักฐานทางเทคนิคเพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าที่ถูกกล่าวหาตรงกับข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรหรือไม่ ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันมากในแต่ละคดีขึ้นอยู่กับความซับซ้อนทางเทคนิคและการโต้แย้งของอีกฝ่าย จึงไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่นอนได้ในบทความทั่วไปเช่นนี้

ทำงานกับตัวแทนสิทธิบัตรหรือทนายความคดีความ

การตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิบัตรมักต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค (เพื่อเปรียบเทียบสินค้าที่สงสัยกับข้อถือสิทธิ) และความเชี่ยวชาญด้านคดีความ ทีมงาน Patent To You ให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเบื้องต้นและการเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาลโดยตรง ไม่ใช่เพียงส่งต่อให้ทนายความภายนอกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานเฉพาะของกรณีนั้น ไม่มีการรับประกันผลคดีล่วงหน้าไม่ว่ากรณีใด

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้างถ้าสงสัยว่าถูกละเมิดสิทธิบัตร?

เก็บตัวอย่างสินค้าที่สงสัย ใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อพร้อมวันที่ ภาพถ่ายผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ วัสดุโฆษณา และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย พร้อมทำตารางเปรียบเทียบสินค้าที่สงสัยกับข้อถือสิทธิ (claims) ในสิทธิบัตรของคุณทีละข้อ เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นมีลักษณะตรงหรือใกล้เคียงกับสิทธิบัตรอย่างไร ยิ่งมีหลักฐานที่มีวันที่ชัดเจนและเป็นระบบมากเท่าไหร่ ยิ่งสนับสนุนการดำเนินการในขั้นต่อไปได้ดีขึ้น

ต้องส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) ก่อนฟ้องคดีเสมอไปหรือไม่?

กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องส่งหนังสือเตือนก่อนฟ้องคดีเสมอไป แต่เป็นขั้นตอนที่นิยมทำในทางปฏิบัติ เพราะบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดการกระทำเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการฟ้องคดีทันที อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะส่งหนังสือเตือนหรือไม่ควรพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะในบางสถานการณ์การส่งหนังสือเตือนอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวหรือทำลายหลักฐานก่อน

ทวิช ทวีวัฒนาพันธ์
ตรวจทานโดย นายทวิช ทวีวัฒนาพันธ์กรรมการบริษัทและตัวแทนสิทธิบัตรขึ้นทะเบียน · ตรวจทานเมื่อ 4 ส.ค. 2569 (ผ่านการทบทวนเพิ่มเติมสำหรับเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี)