สิทธิบัตรกำหนดให้สิ่งประดิษฐ์ต้องมี "ความใหม่" ณ วันยื่นคำขอ การเปิดเผยต่อสาธารณะก่อนยื่น เช่น การขาย การโฆษณา การจัดแสดงสินค้า หรือการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย อาจทำให้เสียความใหม่และไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้อีก กฎหมายไทยมีข้อยกเว้นที่จำกัดมากในบางกรณีเท่านั้น จึงควรยื่นคำขอก่อนเปิดเผยเสมอเมื่อเป็นไปได้ และปรึกษาตัวแทนสิทธิบัตรทันทีหากมีการเปิดเผยไปแล้ว
ทำไม "ความใหม่" จึงสำคัญ
ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 5 สิ่งประดิษฐ์ที่จะขอรับสิทธิบัตรได้ต้องมีคุณสมบัติครบ 3 ข้อ คือ ความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และการประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรม มาตรา 6 นิยาม "ความใหม่" ว่าสิ่งประดิษฐ์ต้องไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว (Prior Art) ซึ่งกฎหมายระบุไว้ 5 กรณี ได้แก่ (1) เป็นที่รู้จักหรือใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในประเทศก่อนวันยื่นคำขอ (2) มีการเปิดเผยสาระสำคัญในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ หรือแสดงหรือเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ว่าในหรือนอกประเทศก่อนวันยื่นคำขอ (3) ได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรมาก่อนแล้วไม่ว่าในหรือนอกประเทศ (4) มีผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรในต่างประเทศไว้เกิน 18 เดือนก่อนวันยื่นคำขอโดยยังไม่ได้รับสิทธิ หรือ (5) มีผู้ยื่นคำขอไว้และคำขอนั้นได้ประกาศโฆษณาแล้วก่อนวันยื่นคำขอ ประเด็นสำคัญคือ ความใหม่ถูกวัด ณ วันยื่นคำขอ ไม่ใช่วันที่คิดค้นเสร็จ การเปิดเผยแม้เพียงครั้งเดียวก่อนวันนั้นจึงมีผลได้
การเปิดเผยแบบใดที่อาจทำให้เสียความใหม่
มาตรา 6(2) ครอบคลุมการเปิดเผยสาระสำคัญของสิ่งประดิษฐ์ต่อสาธารณะแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศ ตัวอย่างที่พบบ่อยและมีความเสี่ยง ได้แก่:
- การขาย — เสนอขายหรือขายสินค้าที่มีสิ่งประดิษฐ์นั้นอยู่ แม้เป็นการขายจำนวนน้อย
- การโฆษณา — เผยแพร่รายละเอียดสิ่งประดิษฐ์ผ่านสื่อโฆษณา เว็บไซต์ หรือแคตตาล็อกสินค้า
- งานแสดงสินค้า — จัดแสดงต้นแบบหรือสินค้าจริงในงานแสดงสินค้าทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นด้านล่าง
- การนำเสนอต่อนักลงทุน — เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคในการระดมทุนโดยไม่มีข้อตกลงรักษาความลับ
- การตีพิมพ์ทางวิชาการ — บทความ วิทยานิพนธ์ หรือโปสเตอร์งานประชุมวิชาการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
- โซเชียลมีเดีย — โพสต์ภาพ วิดีโอ หรือรายละเอียดสิ่งประดิษฐ์บนแพลตฟอร์มสาธารณะ
- การสาธิตสินค้า — สาธิตการทำงานของสิ่งประดิษฐ์ต่อกลุ่มบุคคลทั่วไป
- การเปิดเผยต่อผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ — ส่งแบบหรือรายละเอียดให้โรงงานประเมินราคาผลิตโดยไม่มีข้อตกลงรักษาความลับ
ทุกกรณีข้างต้นมีความเสี่ยงในระดับต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับข้อมูลเป็นสาธารณะจริงหรือมีการจำกัดขอบเขตไว้หรือไม่ ดูหัวข้อถัดไป
การเปิดเผยแบบมีข้อผูกมัดรักษาความลับ กับแบบไม่มีข้อผูกมัด
มาตรา 6(2) ใช้คำว่า "เปิดเผยต่อสาธารณะ" การเปิดเผยที่ยังคงเป็นความลับอย่างแท้จริงโดยทั่วไปจึงไม่ถือเป็นการเปิดเผยต่อสาธารณะตามความหมายนี้ ความลับดังกล่าวอาจเกิดจากข้อตกลงรักษาความลับเป็นลายลักษณ์อักษร (Non-Disclosure Agreement หรือ NDA) หรือในบางกรณีอาจเกิดจากหน้าที่หรือความสัมพันธ์ที่มีผลผูกพันในลักษณะอื่นที่กฎหมายรับรอง เช่น ความสัมพันธ์ในเชิงวิชาชีพหรือเชิงไว้วางใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี การพิจารณาว่าการเปิดเผยครั้งใดครั้งหนึ่ง "เป็นความลับอย่างแท้จริง" หรือไม่ เป็นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี เช่น ข้อตกลงหรือหน้าที่นั้นมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ ขอบเขตผู้รับข้อมูลจำกัดเพียงใด และผู้รับข้อมูลปฏิบัติตามข้อตกลงจริงหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ใช้ได้กับทุกกรณีโดยอัตโนมัติ
บทบาทและข้อจำกัดของ NDA
NDA ช่วยบันทึกและสนับสนุนข้อเท็จจริงเรื่องความลับได้ในทางปฏิบัติ แต่ไม่ใช่เกราะป้องกันที่สมบูรณ์และไม่ได้รับประกันการรักษาความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ในทุกประเทศ ข้อจำกัดที่ควรทราบ ได้แก่ ผู้รับข้อมูลอาจผิดสัญญาและเปิดเผยต่อโดยที่คุณต้องพิสูจน์ความเสียหายเอง ขอบเขตของ NDA ที่เขียนไม่รัดกุมอาจไม่ครอบคลุมข้อมูลที่เปิดเผยจริง การเปิดเผยในที่ประชุมหรือที่สาธารณะแม้จะมี NDA กับคู่สนทนาบางรายอาจมีบุคคลอื่นรับรู้ไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ และ NDA เป็นเรื่องของสิทธิตามสัญญา ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมายสิทธิบัตรโดยตรง จึงไม่ได้ก่อให้เกิดหรือรับประกันความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์แต่อย่างใด
ทำไมการยื่นคำขอก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะจึงปลอดภัยกว่า
เนื่องจากขอบเขตของข้อยกเว้นตามมาตรา 6 มีจำกัดและมีประเด็นตีความ (ดูหัวขัดถัดไป) วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในทางปฏิบัติคือการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรให้เสร็จก่อนที่จะมีการเปิดเผยสิ่งประดิษฐ์ต่อสาธารณะในรูปแบบใดๆ เมื่อยื่นคำขอแล้ว วันยื่นคำขอจะกลายเป็นวันที่ใช้พิจารณาความใหม่ การเปิดเผยหลังจากนั้นจึงไม่กระทบสิทธิ์ในคำขอที่ยื่นไปแล้วอีกต่อไป
ข้อยกเว้นตามกฎหมายไทย
มาตรา 6 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 กำหนดว่าการเปิดเผยในบางกรณีจะไม่ถือเป็น "การเปิดเผย" ที่ทำลายความใหม่ตามมาตรา 6(2) หากยื่นคำขอภายใน 12 เดือนนับแต่วันเปิดเผย โดยกรณีที่กฎหมายระบุไว้ ได้แก่ (1) การเปิดเผยที่เกิดจากการที่สิ่งประดิษฐ์ถูกได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (2) การเปิดเผยที่กระทำโดยผู้ประดิษฐ์เอง และ (3) การเปิดเผยที่เป็นผลจากการที่ผู้ประดิษฐ์นำสิ่งประดิษฐ์ออกแสดงในงานนิทรรศการระหว่างประเทศหรืองานนิทรรศการที่ทางราชการรับรอง
อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นนี้ใช้กับการยื่นคำขอในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นอาจมีกฎเกณฑ์เรื่องความใหม่และข้อยกเว้นการเปิดเผยที่แตกต่างหรือจำกัดกว่านี้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในทางปฏิบัติจึงยังคงเป็นการยื่นคำขอให้เสร็จก่อนมีการเปิดเผยต่อสาธารณะในทุกกรณีเมื่อเป็นไปได้ และควรปรึกษาตัวแทนสิทธิบัตรที่ขึ้นทะเบียนเพื่อประเมินว่าข้อเท็จจริงของกรณีใดกรณีหนึ่งเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นข้างต้นหรือไม่ ก่อนตัดสินใจอาศัยข้อยกเว้นนี้ และแม้เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น ก็ยังคงต้องยื่นคำขอภายใน 12 เดือนนับแต่วันเปิดเผยเสมอ
ถ้าเปิดเผยไปแล้ว ควรทำอย่างไร
หากมีการเปิดเผยสิ่งประดิษฐ์ไปแล้วไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขั้นตอนที่ควรพิจารณาคือ หยุดการเปิดเผยเพิ่มเติมทันที บันทึกวันที่ ลักษณะ และขอบเขตผู้รับรู้ของการเปิดเผยนั้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จำได้ ติดต่อตัวแทนสิทธิบัตรที่ขึ้นทะเบียนโดยเร็วที่สุดเพื่อประเมินว่ากรณีอาจเข้าข่ายข้อยกเว้นตามมาตรา 6 หรือไม่ และพิจารณายื่นคำขอโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หากยังอยู่ในกรอบเวลาที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสันนิษฐานเองว่าสิทธิ์เสียไปแล้วหรือยังปลอดภัยอยู่โดยไม่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
ผลกระทบต่อการยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศ
หากมีแผนยื่นขอรับสิทธิบัตรในประเทศอื่นด้วย ควรทราบว่ากฎเกณฑ์เรื่องความใหม่และข้อยกเว้นการเปิดเผยของแต่ละประเทศแตกต่างกันไปตามกฎหมายภายในของประเทศนั้น การเปิดเผยที่อาจไม่กระทบคำขอในประเทศไทย (หากเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่จำกัดข้างต้น) อาจยังคงทำให้เสียความใหม่ในประเทศอื่นได้ และในทางกลับกัน จึงควรวางแผนเรื่องประเทศเป้าหมายที่จะยื่นคำขอตั้งแต่ก่อนมีการเปิดเผยใดๆ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิบัตรของประเทศเป้าหมายแยกต่างหากสำหรับกฎเรื่องความใหม่ของประเทศนั้นโดยเฉพาะ (ระยะเวลาสิทธิจดสิทธิบัตรก่อน (Priority Right) ภายใต้อนุสัญญากรุงปารีสสำหรับการยื่นในต่างประเทศโดยอ้างวันยื่นคำขอแรกเป็นคนละเรื่องกับข้อยกเว้นเรื่องความใหม่ที่กล่าวถึงข้างต้น)
รายการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ
- ยังไม่ได้เปิดเผยต่อใครเลย — ควรยื่นคำขอก่อนเปิดเผยเสมอเมื่อทำได้ นี่คือแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
- ต้องเปิดเผยกับผู้ผลิต นักลงทุน หรือพันธมิตรทางธุรกิจ — ทำ NDA ที่มีขอบเขตชัดเจนก่อนเปิดเผยทุกครั้ง จำกัดผู้รับข้อมูลเท่าที่จำเป็น และเก็บสำเนาข้อตกลงไว้เป็นหลักฐาน
- วางแผนจัดแสดงในงานแสดงสินค้า — ตรวจสอบว่างานนั้นเข้าข่าย "นิทรรศการระหว่างประเทศหรือนิทรรศการที่ทางราชการรับรอง" หรือไม่ ยังต้องยื่นคำขอภายใน 12 เดือนนับแต่วันเปิดเผย และเก็บหลักฐานวันที่จัดแสดงไว้
- เปิดเผยไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ — ติดต่อตัวแทนสิทธิบัตรทันทีเพื่อประเมินทางเลือกที่เหลืออยู่ อย่ารอ
- วางแผนยื่นในต่างประเทศด้วย — ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิบัตรของประเทศเป้าหมายเกี่ยวกับกฎเรื่องความใหม่ของประเทศนั้นแยกต่างหาก
