PCT (Patent Cooperation Treaty) คือกรอบสนธิสัญญาที่ให้ยื่นคำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศฉบับเดียว แทนการยื่นแยกในแต่ละประเทศตั้งแต่ต้น คำขอนี้มีผลในทุกประเทศภาคีสมาชิก PCT ตั้งแต่วันยื่น แต่PCT ไม่ใช่การขอ "สิทธิบัตรระหว่างประเทศ" ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสิทธิบัตรฉบับเดียวที่คุ้มครองทั่วโลก การพิจารณาอนุมัติสิทธิบัตรยังคงเป็นอำนาจของสำนักงานสิทธิบัตรแต่ละประเทศหรือภูมิภาคปลายทางแยกกัน ในขั้นตอนที่เรียกว่า National Phase
PCT คือกรอบการยื่นคำขอระหว่างประเทศ
PCT เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีประเทศภาคีสมาชิกกว่า 150 ประเทศ ทำให้ผู้ยื่นคำขอสามารถขอความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์พร้อมกันในหลายประเทศได้ด้วยการยื่นคำขอระหว่างประเทศฉบับเดียว ใช้ภาษาเดียว และชำระค่าธรรมเนียมชุดเดียวในขั้นต้น แทนที่จะต้องยื่นคำขอแยกเป็นรายประเทศตั้งแต่วันแรก
คำขอระหว่างประเทศฉบับเดียว ไม่ใช่สิทธิบัตรระหว่างประเทศฉบับเดียว
นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ PCT: PCT ให้ผู้ยื่นคำขอ "คำขอสิทธิบัตรระหว่างประเทศ" ฉบับเดียว ไม่ใช่ "สิทธิบัตรระหว่างประเทศ" ฉบับเดียว การพิจารณาว่าจะให้สิทธิบัตรหรือไม่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานสิทธิบัตรแต่ละประเทศหรือภูมิภาคปลายทางที่เรียกว่า National Phase (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ National Phase คืออะไร) แต่ละสำนักงานตรวจสอบและตัดสินใจแยกจากกันตามกฎหมายของตนเอง ผลการตรวจสอบในประเทศหนึ่งไม่ผูกพันสำนักงานของประเทศอื่น
ขั้นตอนระหว่างประเทศ (International Phase)
หลังยื่นคำขอ PCT คำขอจะเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่าขั้นตอนระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหลายส่วน:
- การสืบค้นระหว่างประเทศ (International Search): หน่วยงานสืบค้นระหว่างประเทศ (International Searching Authority – ISA) จะสืบค้นงานที่มีอยู่ก่อน (Prior Art) ที่เกี่ยวข้อง และจัดทำรายงานการสืบค้นพร้อมความเห็นเบื้องต้นแบบไม่ผูกพัน (Written Opinion) เกี่ยวกับความสามารถในการขอรับสิทธิบัตร
- การเผยแพร่คำขอระหว่างประเทศ: คำขอจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยทั่วไปหลังจากวันที่อ้างสิทธิความสำคัญก่อน (Priority Date) ประมาณ 18 เดือน
- การตรวจสอบเบื้องต้นระหว่างประเทศ (International Preliminary Examination): เป็นขั้นตอนทางเลือกเพิ่มเติม (Chapter II) ที่ผู้ยื่นคำขอสามารถร้องขอได้ เพื่อรับความเห็นเชิงลึกอีกครั้งพร้อมโอกาสแก้ไขคำขอ ความเห็นนี้ก็ยังคงเป็นความเห็นแบบไม่ผูกพันสำนักงานประเทศปลายทางเช่นกัน
ขั้นตอนระหว่างประเทศทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่การพิจารณาอนุมัติสิทธิบัตร แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลและความเห็นเบื้องต้นเพื่อช่วยผู้ยื่นคำขอประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจเข้าสู่ National Phase ในประเทศที่ต้องการจริง
ทุกประเทศภาคีได้รับการ "กำหนด" โดยอัตโนมัติ
คำขอ PCT มีผล — หรือที่เรียกว่า "กำหนด" (Designate) — ในทุกประเทศภาคีสมาชิก PCT โดยอัตโนมัติตั้งแต่วันยื่นคำขอ ผู้ยื่นคำขอไม่จำเป็นต้องเลือกประเทศปลายทางตั้งแต่ตอนยื่น แต่จะเป็นผู้เลือกในภายหลังว่าจะเข้าสู่ National Phase ในประเทศใดบ้างเมื่อถึงกำหนดเวลา ซึ่งเป็นข้อดีหลักของระบบนี้ — ช่วยเลื่อนการตัดสินใจและค่าใช้จ่ายในการเลือกประเทศปลายทางออกไปได้ระยะหนึ่ง
Paris Convention Priority กับ PCT ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
Paris Convention Priority เป็นกลไกคนละแบบกับ PCT ผู้ยื่นคำขอที่ยื่นคำขอครั้งแรกในประเทศหนึ่งแล้ว (เช่น ยื่นในไทย) มีสิทธิภายใน 12 เดือน นับจากวันยื่นคำขอครั้งแรกนั้น ในการยื่นคำขอระหว่างประเทศผ่าน PCT โดยอ้างสิทธิความสำคัญก่อน (Priority) จากคำขอแรก คำขอ PCT ที่ยื่นภายในกำหนดนี้จะถือว่ามีผลเสมือนยื่นในวันเดียวกับคำขอแรก ไม่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างนั้น เช่น การเผยแพร่สิ่งประดิษฐ์หรือการยื่นคำขอของผู้อื่น กล่าวโดยสรุป Paris Convention Priority เป็นกลไกเรื่องวันที่ยื่นคำขอ ส่วน PCT เป็นกรอบการยื่นคำขอระหว่างประเทศ — ใช้ร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
PCT กับการยื่นตรงในแต่ละประเทศ เลือกแบบไหนดี
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา:
- จำนวนประเทศเป้าหมาย: หากต้องการความคุ้มครองในหลายประเทศหรือยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นประเทศใดบ้าง PCT ช่วยเลื่อนการตัดสินใจออกไปได้ หากรู้ชัดว่าต้องการแค่ 1-2 ประเทศ การยื่นตรงอาจตรงจุดกว่า
- จังหวะเวลา: PCT ให้เวลาเพิ่มเติมก่อนต้องตัดสินใจและใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่ในแต่ละประเทศปลายทาง เหมาะกับกรณีที่ยังต้องการเวลาประเมินตลาดหรือหาแหล่งทุน
- ข้อมูลจากรายงานสืบค้นระหว่างประเทศ: รายงานและความเห็นเบื้องต้นจาก ISA ช่วยให้ผู้ยื่นคำขอประเมินโอกาสความสำเร็จก่อนตัดสินใจลงทุนเข้าสู่ National Phase ในหลายประเทศ
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับทุกกรณี ควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยทางธุรกิจอื่น ดูกรอบการตัดสินใจแบบละเอียดได้ในบทความกลยุทธ์การยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศ
