สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าที่จดในไทยให้ความคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากต้องการความคุ้มครองในประเทศอื่น ต้องยื่นคำขอแยกในแต่ละประเทศหรือผ่านระบบระหว่างประเทศที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เช่น PCT สำหรับสิทธิบัตร และ Madrid Protocol สำหรับเครื่องหมายการค้า ทั้งสองระบบช่วยให้ยื่นคำขอได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ได้รับสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้าโดยอัตโนมัติในทุกประเทศ — การพิจารณาอนุมัติยังคงเป็นดุลยอำนาจของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเทศหรือภูมิภาคที่เลือกไว้
ทำไมทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีลักษณะเฉพาะพื้นที่
สิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นเป็นสิทธิที่มีลักษณะเฉพาะพื้นที่ (Territorial) คือมีผลบังคับใช้เฉพาะในประเทศหรือภูมิภาคที่ได้รับการจดทะเบียนและสิทธินั้นยังไม่หมดอายุเท่านั้น การจดสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยจึงไม่ได้ให้ความคุ้มครองในประเทศอื่นโดยอัตโนมัติ หากมีแผนขยายตลาดไปต่างประเทศ ผลิต จำหน่าย หรือใช้แบรนด์ในประเทศใด จำเป็นต้องพิจารณาการจดทะเบียนแยกในประเทศนั้นด้วย
ช่องทางหลักในการยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศ
ช่องทางที่ใช้กันทั่วไปแบ่งตามประเภททรัพย์สินทางปัญญา:
- สิทธิบัตร — ยื่นตรงในแต่ละประเทศ: ยื่นคำขอแยกเป็นรายประเทศตั้งแต่ต้น เหมาะเมื่อต้องการความคุ้มครองในประเทศเดียวหรือไม่กี่ประเทศที่ชัดเจนอยู่แล้ว
- สิทธิบัตร — อ้างสิทธิความสำคัญก่อนตามอนุสัญญาปารีส (Paris Convention Priority): ยื่นคำขอครั้งแรกในประเทศหนึ่งแล้วนำวันยื่นนั้นไปอ้างสิทธิเมื่อยื่นในประเทศอื่นภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างนั้น — เป็นกลไกเรื่องวันที่ยื่นคำขอ ไม่ใช่ระบบยื่นคำขอระหว่างประเทศในตัวเอง และไม่ใช่ระบบเดียวกับ PCT (รายละเอียดในบทความ PCT คืออะไร)
- สิทธิบัตร — ระบบ PCT (Patent Cooperation Treaty): ยื่นคำขอระหว่างประเทศฉบับเดียว มีผลในทุกประเทศภาคีสมาชิก PCT ตั้งแต่วันยื่น ช่วยเลื่อนการตัดสินใจและค่าใช้จ่ายในการยื่นแยกรายประเทศออกไปได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่ใช่การขอ "สิทธิบัตรระหว่างประเทศ" — การพิจารณาอนุมัติยังต้องผ่านแต่ละสำนักงานประเทศปลายทางแยกกัน (รายละเอียดในบทความ PCT คืออะไร และบทความ National Phase คืออะไร)
- เครื่องหมายการค้า — ยื่นตรงในแต่ละประเทศ: ยื่นคำขอแยกเป็นรายประเทศ ใช้ระบบและภาษาของแต่ละสำนักงานเอง
- เครื่องหมายการค้า — พิธีสารมาดริด (Madrid Protocol): ยื่นคำขอระหว่างประเทศฉบับเดียวผ่าน WIPO โดยอาศัยคำขอหรือทะเบียนพื้นฐานในประเทศต้นทาง แล้วระบุประเทศปลายทางที่ต้องการความคุ้มครอง แต่ไม่ได้ให้ความคุ้มครองทั่วโลกโดยอัตโนมัติ — แต่ละประเทศปลายทางยังคงพิจารณาอนุมัติตามกฎหมายของตนเองแยกกัน (รายละเอียดในบทความ Madrid Protocol คืออะไร)
ยื่นคำขอ ไม่เท่ากับ ได้รับสิทธิ
ไม่ว่าจะยื่นผ่านช่องทางใด การยื่นคำขอเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ไม่ใช่การได้รับสิทธิ สิทธิบัตรจะได้รับการอนุมัติก็ต่อเมื่อผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุมัติจากสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศหรือภูมิภาคนั้นแล้วเท่านั้น เครื่องหมายการค้าก็เช่นกัน — คำขอระหว่างประเทศผ่านมาดริดจะกลายเป็นความคุ้มครองจริงในแต่ละประเทศปลายทางก็ต่อเมื่อสำนักงานของประเทศนั้นตรวจสอบแล้วไม่ปฏิเสธภายในระยะเวลาที่กำหนด ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในหัวข้อนี้คือการคิดว่า "ยื่นคำขอแล้ว" เท่ากับ "ได้รับสิทธิแล้ว" ทั้งที่เป็นคนละขั้นตอนกัน
บทบาทของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเทศ
ไม่ว่าจะยื่นผ่านช่องทางระหว่างประเทศใด อำนาจตัดสินใจสุดท้ายว่าจะให้สิทธิหรือไม่ยังคงเป็นของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของแต่ละประเทศหรือภูมิภาคปลายทาง (National/Regional Office) ระบบระหว่างประเทศอย่าง PCT และ Madrid Protocol ทำหน้าที่ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการยื่นคำขอเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาแทนที่การตรวจสอบและอนุมัติของแต่ละประเทศ
บทบาทของ Patent To You และตัวแทนต่างประเทศ
Patent To You ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการจัดเตรียมคำขอเบื้องต้น รวมถึงประสานการยื่นและดำเนินการในต่างประเทศผ่านตัวแทนหรือที่ปรึกษาท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เนื่องจากกฎหมาย ภาษา และขั้นตอนของแต่ละประเทศแตกต่างกัน การประสานงานผ่านตัวแทนท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจึงเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับการยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศทั่วโลก ไม่ใช่ข้อจำกัดเฉพาะของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
เลือกช่องทางยื่นจดอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
ช่องทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภททรัพย์สินทางปัญญา จำนวนและรายชื่อประเทศเป้าหมาย จังหวะเวลาทางธุรกิจ งบประมาณ และความจำเป็นต้องเลื่อนการตัดสินใจเลือกประเทศปลายทางออกไป ไม่มีช่องทางใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกกรณี ดูกรอบการตัดสินใจแบบละเอียดได้ในบทความกลยุทธ์การยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศ
