สรุปสาระสำคัญ

ถ้าสงสัยว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของคุณถูกละเมิด ขั้นตอนแรกคือเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบภาพรวมรูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าที่สงสัยกับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของคุณ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 63 ผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้นมีสิทธิใช้แบบผลิตภัณฑ์ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบนั้น หลายกรณีเริ่มด้วยการส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) ซึ่งไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป หากยังไม่หยุดการกระทำ เจ้าของสิทธิบัตรมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งห้ามและเรียกค่าเสียหายตามมาตรา 77 ทวิ และ 77 ตรี เช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์

ก่อนอื่น เก็บหลักฐานให้ครบ

ก่อนติดต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือดำเนินการใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ เพราะหลักฐานที่มีวันที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะมีน้ำหนักมากกว่าหลักฐานที่รวบรวมทีหลัง:

  • ตัวอย่างสินค้าที่สงสัยว่าละเมิด พร้อมใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อที่ระบุวันที่และแหล่งที่มา
  • ภาพถ่ายสินค้าจากทุกมุมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมุมที่แสดงรูปร่าง รูปทรง ลวดลาย หรือการจัดวางองค์ประกอบของสีบนพื้นผิวที่สงสัยว่าเลียนแบบ
  • วัสดุโฆษณาหรือสื่อการตลาด ที่แสดงหรือพาดพิงถึงสินค้าที่สงสัย
  • ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย เท่าที่สามารถระบุได้
  • ภาพหรือสำเนาสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของคุณ เพื่อเปรียบเทียบภาพรวมรูปลักษณ์ภายนอกทีละมุมกับสินค้าที่สงสัย ต่างจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่เปรียบเทียบกับข้อถือสิทธิ (Claims) การเปรียบเทียบสิทธิบัตรการออกแบบเน้นที่รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมที่มองเห็นได้ว่าเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่

อะไรถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 63 ผู้ทรงสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้นมีสิทธิใช้แบบผลิตภัณฑ์ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้แบบผลิตภัณฑ์นั้น การที่ผู้อื่นผลิต ขาย หรือนำเข้าสินค้าที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนหรือคล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเข้าข่ายการละเมิด — จุดที่ต่างจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์คือ การพิจารณาการละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบเน้นที่การเปรียบเทียบรูปลักษณ์ภายนอกโดยรวม (รูปร่าง รูปทรง ลวดลาย หรือการจัดวางองค์ประกอบของสี) ว่าเหมือนหรือคล้ายกันจนถือได้ว่าเป็นการลอกเลียนแบบหรือไม่ ไม่ใช่การเปรียบเทียบทีละข้อถือสิทธิเชิงเทคนิคเหมือนสิทธิบัตรการประดิษฐ์

หนังสือเตือน (Cease-and-Desist) เป็นขั้นตอนแรกที่นิยมทำ

กฎหมายสิทธิบัตรไม่ได้บังคับว่าต้องส่งหนังสือเตือนก่อนฟ้องคดีเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของสิทธิบัตรจำนวนมากเลือกส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการก่อน เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสิทธิบัตรที่มีอยู่และขอให้หยุดการกระทำ ข้อดีคือบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดทันทีเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการฟ้องคดีทันที อย่างไรก็ตาม การส่งหนังสือเตือนเป็นเรื่องกลยุทธ์ทางปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย และควรพิจารณาเป็นกรณีไปว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะในบางสถานการณ์การแจ้งล่วงหน้าอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวหรือทำลายหลักฐานก่อน

เมื่อจำเป็นต้องดำเนินคดี

หากหนังสือเตือนไม่ได้ผล หรือกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิ์ตามกฎหมายเช่นเดียวกับเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เนื่องจากบทบัญญัติเรื่องมาตรการทางแพ่งและโทษทางอาญาในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ครอบคลุมการละเมิดสิทธิตามมาตรา 63 (สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์) ควบคู่ไปกับมาตรา 36 (สิทธิบัตรการประดิษฐ์):

  • คำสั่งห้ามชั่วคราวหรือถาวร (Injunction) — มาตรา 77 ทวิ ให้สิทธิเจ้าของสิทธิบัตรยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้ละเมิดหยุดหรืองดเว้นการกระทำ เมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการกระทำหรือจะกระทำการละเมิด
  • ค่าเสียหาย — มาตรา 77 ตรี ให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามที่เห็นสมควร โดยพิจารณาความร้ายแรงของความเสียหาย รวมถึงการสูญเสียประโยชน์และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการบังคับสิทธิ
  • การริบหรือทำลายสินค้าละเมิด — มาตรา 77 จัตวา กำหนดให้สินค้าที่ละเมิดในความครอบครองของผู้ละเมิดถูกริบ และศาลอาจสั่งทำลายสินค้าหรือมีมาตรการอื่นเพื่อป้องกันการจำหน่ายต่อ
  • โทษทางอาญา — มาตรา 85 กำหนดว่าผู้กระทำการตามมาตรา 36 หรือมาตรา 63 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ — เป็นแนวทางที่แยกจากคดีแพ่ง มีกระบวนการและผลลัพธ์ต่างกัน (โทษทางอาญาตกกับผู้กระทำ ไม่ใช่ค่าชดเชยแก่เจ้าของสิทธิบัตรโดยตรง)

บทความนี้ไม่กล่าวถึงระยะเวลาดำเนินคดีหรือค่าธรรมเนียมศาลที่แน่นอน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ผันแปรตามแต่ละคดีและอยู่นอกขอบเขตข้อมูลที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยแพร่ ควรสอบถามรายละเอียดที่แน่นอนจากทนายความหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

ภาพรวมขั้นตอนดำเนินคดี

คดีละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทยพิจารณาโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลชำนัญพิเศษที่พิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับคดีสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ กระบวนการโดยทั่วไปเริ่มจากการยื่นฟ้องพร้อมหลักฐาน หากขอคำสั่งห้ามชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีอาจต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีซึ่งรวมถึงการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อเปรียบเทียบรูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าที่ถูกกล่าวหากับแบบผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตร ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันมากในแต่ละคดี จึงไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่นอนได้ในบทความทั่วไปเช่นนี้

ทำงานกับตัวแทนสิทธิบัตรหรือทนายความคดีความ

การตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มักต้องอาศัยทั้งความเข้าใจด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ (เพื่อเปรียบเทียบรูปลักษณ์สินค้าที่สงสัยกับแบบตามสิทธิบัตร) และความเชี่ยวชาญด้านคดีความ ทีมงาน Patent To You ให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเบื้องต้นและการเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการประสานงานกับทนายความคดีความเพื่อดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานเฉพาะของกรณีนั้น ไม่มีการรับประกันผลคดีล่วงหน้าไม่ว่ากรณีใด

คำถามที่พบบ่อย

ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้างถ้าสงสัยว่าถูกละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์?

เก็บตัวอย่างสินค้าที่สงสัย พร้อมใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อที่ระบุวันที่และแหล่งที่มา ภาพถ่ายสินค้าจากทุกมุมที่แสดงรูปร่าง รูปทรง หรือลวดลายที่สงสัยว่าเลียนแบบ และภาพหรือสำเนาสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของคุณเพื่อเปรียบเทียบภาพรวมรูปลักษณ์ทีละมุมกับสินค้าที่สงสัย ยิ่งมีหลักฐานที่มีวันที่ชัดเจนและเป็นระบบมากเท่าไหร่ ยิ่งสนับสนุนการดำเนินการในขั้นต่อไปได้ดีขึ้น

ต้องส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) ก่อนฟ้องคดีเสมอไปหรือไม่?

กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องส่งหนังสือเตือนก่อนฟ้องคดีเสมอไป แต่เป็นขั้นตอนที่นิยมทำในทางปฏิบัติ เพราะบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดการกระทำเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการฟ้องคดีทันที อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะส่งหนังสือเตือนหรือไม่ควรพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะในบางสถานการณ์การส่งหนังสือเตือนอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวหรือทำลายหลักฐานก่อน

ทวิช ทวีวัฒนาพันธ์
ตรวจทานโดย นายทวิช ทวีวัฒนาพันธ์กรรมการบริษัทและตัวแทนสิทธิบัตรขึ้นทะเบียน · ตรวจทานเมื่อ 14 ก.ย. 2569 (ผ่านการทบทวนเพิ่มเติมสำหรับเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี)