ถ้าสงสัยว่าเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของคุณถูกละเมิด ขั้นตอนแรกคือเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการแยกแยะว่าเป็นกรณี "ปลอม" หรือ "เลียนแบบ" ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จากนั้นหลายกรณีเริ่มด้วยการส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) ซึ่งไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมายแต่เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไป หากยังไม่หยุดการกระทำ เจ้าของเครื่องหมายมีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งห้าม (มาตรา 116) และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 108-111 ได้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ การละเมิดเครื่องหมายการค้าแต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคดีไม่สามารถรับประกันได้ล่วงหน้า ควรปรึกษาทนายความหรือตัวแทนเครื่องหมายการค้าที่มีคุณสมบัติเพื่อประเมินกรณีของคุณโดยเฉพาะ ก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ
ก่อนอื่น เก็บหลักฐานให้ครบ
ก่อนติดต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือดำเนินการใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ:
- ตัวอย่างสินค้าหรือบริการที่สงสัยว่าละเมิด พร้อมใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อที่ระบุวันที่และแหล่งที่มา
- ภาพถ่ายเครื่องหมาย บรรจุภัณฑ์ ป้าย และการติดฉลาก จากทุกมุมที่เกี่ยวข้อง
- วัสดุโฆษณาหรือสื่อการตลาด ที่แสดงเครื่องหมายที่สงสัยว่าละเมิด
- ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย เท่าที่สามารถระบุได้
- สำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของคุณ เพื่อยืนยันวันจดทะเบียนและขอบเขตสินค้า/บริการที่คุ้มครอง
ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกแยะตั้งแต่ต้นคือ กรณีของคุณเข้าข่าย "ปลอม" (Counterfeit) หรือ "เลียนแบบ" (Imitation) เพราะกฎหมายกำหนดโทษต่างกัน:
- ปลอม (มาตรา 108) — ทำเครื่องหมายให้เหมือนหรือแทบไม่ต่างจากเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วของผู้อื่น โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เลียนแบบ (มาตรา 109) — ทำเครื่องหมายที่คล้ายกัน (ไม่จำเป็นต้องเหมือนทุกจุด) โดยมีเจตนาให้สาธารณชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของเจ้าของเดิม โทษเบากว่าคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ควรทำตารางเปรียบเทียบเครื่องหมายที่สงสัยกับเครื่องหมายที่จดทะเบียนของคุณอย่างละเอียด เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าเข้าข่ายกรณีใด
หนังสือเตือน (Cease-and-Desist) เป็นขั้นตอนแรกที่นิยมทำ
กฎหมายเครื่องหมายการค้าไม่ได้บังคับว่าต้องส่งหนังสือเตือนก่อนดำเนินการใด ๆ เสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของเครื่องหมายจำนวนมากเลือกส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการก่อน เพื่อแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วและขอให้หยุดการกระทำ ข้อดีคือบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดทันทีเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการดำเนินคดีทันที การตัดสินใจว่าจะส่งหนังสือเตือนหรือไม่ควรพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะในบางสถานการณ์การแจ้งล่วงหน้าอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวหรือทำลายหลักฐานก่อน
เมื่อจำเป็นต้องดำเนินคดี
หากหนังสือเตือนไม่ได้ผล หรือกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน เจ้าของเครื่องหมายมีสิทธิ์ตามกฎหมายดังนี้:
- คำสั่งห้าม (Injunction) — มาตรา 116 ให้สิทธิเจ้าของเครื่องหมายยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้กระทำหยุดหรืองดเว้นการกระทำตามมาตรา 108, 109 หรือ 110 เมื่อมีหลักฐานชัดแจ้งว่ามีการกระทำหรือจะกระทำการนั้น
- สินค้าที่ละเมิดถูกริบ — มาตรา 115 กำหนดให้สินค้าที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมายถูกริบ ไม่ว่าจะมีผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดหรือไม่ก็ตาม
- โทษทางอาญาสำหรับผู้จำหน่ายหรือนำเข้าสินค้าละเมิด — มาตรา 110 กำหนดโทษเดียวกับมาตรา 108 หรือ 109 (แล้วแต่กรณีเป็นของปลอมหรือเลียนแบบ) สำหรับผู้นำเข้า จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายปลอมหรือเลียนแบบ
- โทษสำหรับการแอบอ้างว่าจดทะเบียนแล้ว — มาตรา 111 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้แสดงว่าเครื่องหมายจดทะเบียนในไทยทั้งที่ไม่ได้จดทะเบียนจริง
หมายเหตุสำคัญ: พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 กำหนดสิทธิขอคำสั่งห้าม (มาตรา 116) และโทษทางอาญาไว้ชัดเจน แต่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งไว้เป็นการเฉพาะเหมือนพระราชบัญญัติสิทธิบัตร การเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดเครื่องหมายการค้าโดยทั่วไปจึงอาศัยหลักกฎหมายละเมิดทั่วไป ซึ่งมีรายละเอียดและเงื่อนไขการพิสูจน์ที่ควรปรึกษาทนายความโดยตรง บทความนี้ไม่ระบุตัวบทกฎหมายละเมิดทั่วไปเจาะจง เนื่องจากอยู่นอกขอบเขตที่ตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง
ภาพรวมขั้นตอนดำเนินคดี
คดีละเมิดเครื่องหมายการค้าในไทยพิจารณาโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับคดีสิทธิบัตร กระบวนการโดยทั่วไปเริ่มจากการยื่นฟ้องพร้อมหลักฐาน หากขอคำสั่งห้ามชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีอาจต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก จากนั้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีซึ่งรวมถึงการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเหมือนหรือความคล้ายของเครื่องหมาย และเจตนาของผู้ถูกกล่าวหา ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันมากในแต่ละคดี จึงไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่แน่นอนได้ในบทความทั่วไปเช่นนี้
ทำงานกับตัวแทนเครื่องหมายการค้าหรือทนายความคดีความ
การตอบสนองต่อการละเมิดเครื่องหมายการค้ามักต้องอาศัยทั้งความเชี่ยวชาญด้านการเปรียบเทียบเครื่องหมายและความเชี่ยวชาญด้านคดีความ ทีมงาน Patent To You ให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเบื้องต้นและการเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการดำเนินคดีในชั้นศาลโดยตรง ไม่ใช่เพียงส่งต่อให้ทนายความภายนอกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานเฉพาะของกรณีนั้น ไม่มีการรับประกันผลคดีล่วงหน้าไม่ว่ากรณีใด
คำถามที่พบบ่อย
เครื่องหมายการค้าปลอม กับ เลียนแบบ ต่างกันอย่างไร?
ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 การปลอมเครื่องหมายการค้า คือการทำเครื่องหมายให้เหมือนหรือแทบไม่ต่างจากเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้วของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 109 การเลียนแบบ คือการทำเครื่องหมายที่คล้ายกันเพื่อให้สาธารณชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายของเจ้าของเดิม มีโทษเบากว่าคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความแตกต่างหลักคือระดับความเหมือนและเจตนา
เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่จดทะเบียนฟ้องละเมิดได้ไหม?
ตามมาตรา 46 เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่มีสิทธิฟ้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ยังมีสิทธิฟ้องในเรื่องลวงขาย (Passing Off) ได้ตามกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างและมักพิสูจน์ยากกว่าการฟ้องละเมิดเครื่องหมายที่จดทะเบียนแล้ว หากยังไม่ได้จดทะเบียน ควรพิจารณาจดทะเบียนโดยเร็วเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองเต็มรูปแบบ
