ถ้าสงสัยว่าผลงานที่มีลิขสิทธิ์ของคุณถูกละเมิด ขั้นตอนแรกคือเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งหลักฐานความเป็นเจ้าของงานต้นฉบับและงานที่สงสัยว่าละเมิด ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 การทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิด มีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกหากทำเพื่อการค้า จุดที่ต่างจากสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าอย่างชัดเจนคือ ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็น "ความผิดอันยอมความได้" (มาตรา 66) เจ้าของสิทธิ์จึงมีทางเลือกทั้งเจรจา ส่งหนังสือเตือน แจ้งความต่อตำรวจ หรือฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละกรณี
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ การละเมิดลิขสิทธิ์แต่ละกรณีมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของแต่ละคดีไม่สามารถรับประกันได้ล่วงหน้า ควรปรึกษาทนายความหรือตัวแทนที่มีคุณสมบัติเพื่อประเมินกรณีของคุณโดยเฉพาะ ก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ
เก็บหลักฐานให้ครบก่อนดำเนินการใด ๆ
ก่อนติดต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือดำเนินการใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ทั้งสองฝั่งของข้อพิพาท:
- ไฟล์งานต้นฉบับพร้อมหลักฐานวันที่สร้างสรรค์ เช่น ไฟล์ต้นฉบับ ประวัติการแก้ไข อีเมลที่ส่งงาน หรือใบเสร็จที่เกี่ยวข้อง
- หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากเคยแจ้งไว้ (ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับ แต่ช่วยยืนยันวันที่และรายละเอียดผลงานได้ง่ายขึ้น)
- ภาพหรือลิงก์ของงานที่สงสัยว่าละเมิด พร้อมวันที่พบเห็นและแหล่งที่มาที่ระบุได้ (ภาพหน้าจอที่แสดงวันที่ ที่อยู่เว็บไซต์ หรือชื่อบัญชีโซเชียลมีเดีย)
- ข้อมูลผู้กระทำละเมิดเท่าที่สามารถระบุได้ เช่น ชื่อร้าน เว็บไซต์ หรือบัญชีผู้จำหน่าย
- ตารางเปรียบเทียบงานทั้งสองชิ้นอย่างละเอียด เพื่อประเมินเบื้องต้นว่าส่วนใดที่เหมือนหรือคล้ายกันจนเข้าข่ายทำซ้ำหรือดัดแปลง
อะไรถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27-30 การทำซ้ำหรือดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ ถือเป็นการละเมิด — กฎหมายแยกหลักเกณฑ์ตามประเภทงาน เช่น งานวรรณกรรม ศิลปกรรม และดนตรีกรรม (มาตรา 27) โสตทัศนวัสดุและภาพยนตร์ (มาตรา 28) สิ่งบันทึกเสียง (มาตรา 29) และงานแพร่เสียงแพร่ภาพ (มาตรา 30)
นอกจากผู้ที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานโดยตรงแล้ว มาตรา 70 ยังครอบคลุมถึงผู้ที่ขาย ให้เช่า เสนอขาย เผยแพร่ต่อสาธารณชน แจกจ่าย หรือนำเข้าสำเนางานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ แม้จะไม่ใช่ผู้ทำซ้ำเองก็ตาม — ประเด็นนี้สำคัญสำหรับธุรกิจที่พบว่ามีผู้อื่นจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ใช้งานของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่เฉพาะผู้ผลิตต้นทางเท่านั้นที่อาจต้องรับผิด
โทษของการละเมิดลิขสิทธิ์
บทกำหนดโทษหลักอยู่ในหมวด 8 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537:
- มาตรา 69 (ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน) — โทษปรับ 20,000-200,000 บาท หากทำเพื่อการค้า โทษจำคุก 6 เดือน-4 ปี หรือปรับ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา 70 (ขาย ให้เช่า เผยแพร่ แจกจ่าย หรือนำเข้าสำเนาที่ละเมิด) — โทษปรับ 10,000-100,000 บาท หากทำเพื่อการค้า โทษจำคุก 3 เดือน-2 ปี หรือปรับ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หมายเหตุ: อัตราโทษข้างต้นอ้างอิงจากตัวบทพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 2-5) เป็นกรอบโทษตามกฎหมาย ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ศาลจะสั่งจริงในแต่ละคดี ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาล ค่าเสียหายทางแพ่งเรียกร้องแยกต่างหากจากโทษทางอาญา และไม่มีสูตรคำนวณตายตัวที่ระบุไว้ในบทความทั่วไปเช่นนี้ได้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงของกรณีของคุณ
จุดต่างสำคัญ: ลิขสิทธิ์เป็นความผิดที่ยอมความได้
ตามมาตรา 66 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็น"ความผิดอันยอมความได้" ซึ่งเป็นจุดที่ควรรู้ตั้งแต่ต้น เพราะหมายความว่าเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ถูกกล่าวหาสามารถเจรจาตกลงกันได้ทั้งก่อนแจ้งความและระหว่างกระบวนการดำเนินคดี การเจรจาไกล่เกลี่ยจึงเป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริงตลอดเส้นทางของคดี ไม่ได้ปิดโอกาสไปเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางอาญาแล้วเหมือนความผิดอาญาบางประเภท อย่างไรก็ตาม รายละเอียดขั้นตอนและระยะเวลาที่เกี่ยวข้องกับการร้องทุกข์และถอนคำร้องทุกข์เป็นเรื่องของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ ควรปรึกษาทนายความเพื่อความถูกต้องในกรณีของคุณ
ทางเลือกเมื่อพบการละเมิด
เมื่อเก็บหลักฐานและประเมินเบื้องต้นแล้วว่าเข้าข่ายการละเมิดจริง เจ้าของลิขสิทธิ์มีทางเลือกหลายทาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับตายตัวและเลือกใช้ร่วมกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี:
- เจรจาโดยตรงหรือส่งหนังสือเตือน (Cease-and-Desist) — ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมทำก่อน เพราะบางกรณีผู้ถูกกล่าวหาอาจหยุดการกระทำทันทีเมื่อได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเทียบกับการดำเนินคดี
- แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน — เพื่อดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 69-70 เนื่องจากเป็นความผิดยอมความได้ เจ้าของลิขสิทธิ์ยังมีบทบาทสำคัญตลอดกระบวนการ รวมถึงทางเลือกในการตกลงยอมความกับผู้ถูกกล่าวหาได้หากเห็นว่าเหมาะสม
- ฟ้องคดีแพ่ง — เพื่อเรียกค่าเสียหายและขอคำสั่งศาลให้ผู้ละเมิดหยุดการกระทำ คดีลิขสิทธิ์ทั้งอาญาและแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลเดียวกับที่พิจารณาคดีสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า
ทำงานกับตัวแทนหรือทนายความคดีความ
การตอบสนองต่อการละเมิดลิขสิทธิ์มักต้องอาศัยทั้งความเข้าใจในลักษณะงานสร้างสรรค์ที่ถูกละเมิดและความเชี่ยวชาญด้านคดีความ ทีมงาน Patent To You ให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินเบื้องต้นและการเตรียมหลักฐาน ไปจนถึงการประสานงานกับทนายความคดีความเพื่อดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐานเฉพาะของกรณีนั้น ไม่มีการรับประกันผลคดีล่วงหน้าไม่ว่ากรณีใด
คำถามที่พบบ่อย
ลิขสิทธิ์เป็นความผิดที่ยอมความได้จริงหรือไม่?
จริง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 66 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็น "ความผิดอันยอมความได้" ซึ่งต่างจากความผิดอาญาบางประเภทที่รัฐดำเนินคดีต่อไปได้แม้คู่กรณีจะตกลงกันแล้ว การเป็นความผิดยอมความได้หมายความว่าเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ถูกกล่าวหาสามารถเจรจาตกลงกันได้ทั้งก่อนและระหว่างกระบวนการ ทำให้การเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริงตลอดเส้นทางของคดี ไม่ใช่เฉพาะช่วงก่อนแจ้งความเท่านั้น
ถ้าไม่เคยแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังฟ้องคดีละเมิดได้ไหม?
ได้ เพราะลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่มีการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ต้องแจ้งข้อมูลกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อนจึงจะมีสิทธิ์หรือจึงจะฟ้องคดีได้ การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์เป็นเพียงการสร้างหลักฐานวันที่และรายละเอียดผลงานไว้อ้างอิง ซึ่งช่วยให้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของและวันที่สร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้นเมื่อเกิดข้อพิพาท แต่ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับก่อนการฟ้องร้อง
