สรุปสาระสำคัญ

โดยทั่วไปตัวสูตรอาหารมักจด "สิทธิบัตรการประดิษฐ์" เต็มรูปแบบไม่ผ่าน เพราะสูตรอาหารส่วนใหญ่ตกเกณฑ์ความใหม่ (หากเป็นสูตรพื้นบ้านที่รู้กันแพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว) หรือขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (หากเป็นเพียงการปรับสัดส่วนหรือวัตถุดิบเล็กน้อยจากของเดิม) แต่ในทางปฏิบัติ ตัวสูตร/ส่วนผสมมักจดคุ้มครองผ่าน "อนุสิทธิบัตร" ได้จริง เพราะอนุสิทธิบัตรตัดเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไป เหลือเพียงความใหม่กับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม — จากประสบการณ์การยื่นคำขอของสำนักงาน คำขออนุสิทธิบัตรสำหรับสูตรอาหารและสูตรเครื่องสำอาง/ครีมผ่านการจดทะเบียนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ธุรกิจอาหารยังมี ความลับทางการค้า (ตัวสูตร ไม่ต้องเปิดเผยเลย) เครื่องหมายการค้า (ชื่อแบรนด์/โลโก้) และ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ (รูปแบบบรรจุภัณฑ์) เป็นเครื่องมือคุ้มครองแต่ละมิติของธุรกิจ

คำตอบสั้น ๆ: สิทธิบัตรเต็มรูปแบบมักไม่ผ่าน แต่อนุสิทธิบัตรผ่านได้จริง

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "จดสิทธิบัตรสูตรอาหารได้ไหม" คำตอบขึ้นอยู่กับว่าหมายถึงสิทธิบัตรประเภทไหน สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เต็มรูปแบบ คำตอบสั้น ๆ คือ โดยทั่วไปไม่ได้ — ไม่ใช่เพราะพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มีข้อห้ามเจาะจงเรื่องสูตรอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหาร (มาตรา 9 ระบุสิ่งที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ไว้ 5 ประเภท คือ จุลชีพและส่วนประกอบตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์หรือพืช, กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์, โปรแกรมคอมพิวเตอร์, วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์และสัตว์, และสิ่งประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี — ไม่มีสูตรอาหารอยู่ในรายการนี้) แต่เป็นเพราะสูตรอาหารส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่ต้องมีครบทั้ง 3 ข้อตามมาตรา 5 คือ ใหม่ (มาตรา 6) มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (มาตรา 7) และสามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมได้ (มาตรา 8) แต่กฎหมายไทยยังมีอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นสิทธิบัตรอีกประเภทที่ตัดเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไป และในทางปฏิบัติเป็นเส้นทางหลักที่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องสำอางใช้จดคุ้มครองตัวสูตรจริง — รายละเอียดในหัวข้อ "อนุสิทธิบัตร" ด้านล่าง

ทำไมสูตรอาหารมักจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์เต็มรูปแบบไม่ผ่าน

หัวข้อนี้พูดถึงสิทธิบัตรการประดิษฐ์เต็มรูปแบบ (ต้องผ่านทั้งความใหม่ ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม) เท่านั้น — อนุสิทธิบัตรมีเกณฑ์ที่เบากว่า อธิบายแยกไว้ในหัวข้อ "อนุสิทธิบัตร" ด้านล่าง สูตรอาหารตกม้าตายกับสิทธิบัตรเต็มรูปแบบได้ทั้งสองเกณฑ์ แล้วแต่ลักษณะของสูตร:

ตกเกณฑ์ความใหม่ (มาตรา 6): หากเป็นสูตรอาหารพื้นบ้านหรือตำรับที่มีการใช้กันแพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว เช่น อาหารไทยดั้งเดิม ถือว่าเป็นสิ่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว (prior art) ไม่ใช่สิ่งใหม่ตามกฎหมาย แม้จะไม่เคยมีใครจดสิทธิบัตรสูตรนี้มาก่อนก็ตาม

ตกเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (มาตรา 7): แม้สูตรจะยังไม่เคยมีมาก่อนจริง ๆ (ผ่านเกณฑ์ความใหม่แล้ว) แต่กฎหมายยังกำหนดว่าสิ่งประดิษฐ์ต้อง "ไม่เป็นสิ่งที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทนั้น" สูตรที่เป็นเพียงการนำวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วมาปรับสัดส่วนหรือสลับเล็กน้อยจากสูตรเดิม สำหรับเชฟหรือนักเทคโนโลยีอาหารที่มีความชำนาญในสาขานั้น มักไม่ถือเป็นสิ่งที่ "คาดไม่ถึง" จึงตกเกณฑ์นี้แม้จะผ่านความใหม่มาแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ การเปิดเผยสูตรทั้งหมดในเอกสารคำขอสิทธิบัตร (ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับของระบบสิทธิบัตร) ยังหมายความว่าคู่แข่งสามารถอ่านสูตรได้ทันทีที่มีการประกาศโฆษณาคำขอ ทำให้ผู้ประกอบการอาหารจำนวนมากเลือกไม่จดสิทธิบัตรด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์ ถึงแม้จะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ทั้งสองข้อก็ตาม

แล้วสูตรแบบไหนพอมีโอกาสจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์เต็มรูปแบบผ่าน

สูตรอาหารไม่ได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไม่ได้เสมอไป — สูตรที่มีโอกาสผ่านทั้งเกณฑ์ความใหม่และขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น มักเป็นสูตรที่เปลี่ยนแปลงจากของเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ปรับเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบหลักเป็นชนิดที่ไม่เคยใช้ในอาหารประเภทนั้นมาก่อน (เช่น ใช้ข้าวโพดแทนถั่วฝักยาวในสูตรขนมชนิดหนึ่ง) ปรับสัดส่วนวัตถุดิบจนได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปอย่างมีนัยสำคัญ หรือเปลี่ยนสภาวะ/กรรมวิธีการผลิต เช่น อุณหภูมิหรือระยะเวลาที่ต่างจากวิธีทั่วไปจนเปลี่ยนคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อย่างที่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นคาดไม่ถึง แม้จะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ ก็ยังต้องชั่งน้ำหนักกับข้อเสียเรื่องการเปิดเผยสูตรต่อสาธารณะข้างต้นอยู่ดี — จดสิทธิบัตรได้ ไม่ได้แปลว่าควรจด สำหรับสูตรทั่วไปที่ไม่ถึงระดับนี้ อนุสิทธิบัตรในหัวข้อถัดไปมักเป็นทางเลือกที่สมจริงกว่า

อนุสิทธิบัตร: เส้นทางหลักที่ใช้ได้จริงสำหรับตัวสูตร

อนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ทวิ กำหนดคุณสมบัติเพียง 2 ข้อ คือความใหม่ (ใช้นิยามเดียวกับมาตรา 6 ที่ใช้กับสิทธิบัตรการประดิษฐ์) และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมได้ตัดเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไปทั้งหมด สูตรที่เป็นเพียงการปรับสัดส่วนหรือสลับวัตถุดิบเล็กน้อยจากของเดิม ซึ่งไม่ผ่านสิทธิบัตรการประดิษฐ์เพราะผู้เชี่ยวชาญคาดเดาผลลัพธ์ได้ไม่ยาก ยังมีโอกาสผ่านเกณฑ์ความใหม่ของอนุสิทธิบัตรได้ ตราบใดที่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยสูตรที่เหมือนกันทุกประการต่อสาธารณะมาก่อน

นอกจากเกณฑ์ที่ผ่อนกว่าแล้ว กระบวนการตรวจสอบคำขออนุสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นด้านเอกสารและรูปแบบก่อนออกอนุสิทธิบัตร ไม่ใช่การตรวจสอบเชิงลึกเปรียบเทียบกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนแบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ (ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำขอให้ตรวจสอบและคัดค้านได้ภายใน 1 ปีหลังประกาศโฆษณาเท่านั้น) ด้วยเกณฑ์และกระบวนการที่เบากว่านี้ จากประสบการณ์การยื่นคำขอของสำนักงาน คำขออนุสิทธิบัตรสำหรับสูตรอาหารและสูตรเครื่องสำอาง/ครีมผ่านการจดทะเบียนเป็นส่วนใหญ่ ในทางปฏิบัติ

อนุสิทธิบัตรมีอายุคุ้มครอง 6 ปีนับจากวันยื่นคำขอ ต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ปี (รวมสูงสุด 10 ปี) และเช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ต้องเปิดเผยรายละเอียดสูตรต่อสาธารณะเมื่อมีการประกาศโฆษณาคำขอ — ข้อแลกเปลี่ยนเรื่องการเปิดเผยสูตรที่กล่าวถึงข้างต้นจึงยังใช้ได้เหมือนเดิม หากไม่ต้องการเปิดเผยสูตรเลย ความลับทางการค้าในหัวข้อถัดไปเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์ความรู้อนุสิทธิบัตร

อะไรคุ้มครองธุรกิจอาหารได้จริง

นอกจากอนุสิทธิบัตรที่คุ้มครองตัวสูตรได้โดยตรงแล้ว ธุรกิจอาหารยังมีทรัพย์สินทางปัญญาอีกหลายส่วนที่คุ้มครองได้จริง แต่ละประเภทคุ้มครองคนละมิติของธุรกิจ:

ความลับทางการค้า — ตัวสูตรเอง ไม่ต้องเปิดเผย

สำหรับตัวสูตรอาหารหรือส่วนผสมที่แน่นอน อีกทางเลือกหนึ่งคือการเก็บเป็นความลับทางการค้าตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ข้อดีคือไม่ต้องเปิดเผยสูตรต่อสาธารณะเลย ต่างจากอนุสิทธิบัตรหรือสิทธิบัตร และไม่มีอายุคุ้มครองจำกัด (คุ้มครองไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังเป็นความลับ) แต่มีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดในหัวข้อถัดไป เพราะความลับทางการค้าไม่ได้คุ้มครองอัตโนมัติเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด

เครื่องหมายการค้า — ชื่อแบรนด์และโลโก้

ชื่อแบรนด์ โลโก้ หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แยกผลิตภัณฑ์ของคุณจากคู่แข่ง จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 นี่มักเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของแบรนด์อาหารในระยะยาว เพราะลูกค้าจดจำแบรนด์ได้แม้สูตรจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ดูรายละเอียดที่ ศูนย์ความรู้เครื่องหมายการค้า

สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ — รูปแบบบรรจุภัณฑ์

รูปทรงหรือลวดลายของบรรจุภัณฑ์ที่มีความใหม่และมีลักษณะเฉพาะ จดเป็นสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 หมวด 3 (มาตรา 56) ซึ่งคุ้มครองรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ใช่ตัวสูตรหรือส่วนผสมภายใน มีอายุคุ้มครอง 10 ปีนับจากวันยื่นคำขอ ดูรายละเอียดที่ ศูนย์ความรู้สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ความลับทางการค้าไม่ได้คุ้มครองอัตโนมัติ

ข้อเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าแค่ไม่บอกใครก็เพียงพอแล้ว แต่ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ข้อมูลจะเป็น "ความลับทางการค้า" ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขครบ 3 ข้อ คือ (1) ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึงไม่ได้โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นตามปกติ (2) มีมูลค่าทางการค้าเนื่องจากความลับนั้น และ (3) เจ้าของได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความลับนั้นแล้ว — ข้อ (3) นี้คือส่วนที่มักถูกมองข้าม เพราะหมายความว่าเจ้าของสูตรต้องมีมาตรการควบคุมจริง เช่น สัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูล (NDA) กับพนักงานที่เข้าถึงสูตร จำกัดจำนวนคนที่รู้สูตรทั้งหมด หรือแบ่งขั้นตอนการผลิตไม่ให้คนเดียวรู้สูตรครบทุกส่วน หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ ศาลอาจวินิจฉัยว่าข้อมูลนั้นไม่เข้าเงื่อนไขความลับทางการค้าตั้งแต่ต้น แม้เจ้าของจะไม่เคยเผยแพร่สูตรต่อสาธารณะก็ตาม

นอกจากนี้ มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันยังกำหนดข้อยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการละเมิดความลับทางการค้า ได้แก่ การค้นพบข้อมูลได้เองอย่างอิสระด้วยความเชี่ยวชาญของตนเอง (Independent Discovery) และการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) คือการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ที่วางขายทั่วไปเพื่อค้นหาวิธีการผลิต โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ทำวิศวกรรมย้อนกลับต้องได้ผลิตภัณฑ์นั้นมาโดยสุจริต ซึ่งหมายความว่าหากคู่แข่งซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณไปวิเคราะห์แล้ว "ถอดสูตร" ได้เอง นั่นไม่ใช่การละเมิดความลับทางการค้าตามกฎหมาย ความลับทางการค้าจึงคุ้มครองได้จริง แต่ไม่ใช่การผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จเหมือนสิทธิบัตร — เป็นการคุ้มครองที่มีเงื่อนไขและมีข้อจำกัด ต้องบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ "เก็บไว้เฉย ๆ"

ตัวอย่างสมมติ

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกรณีสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่กรณีลูกค้าจริง

สมมติร้านขนมแห่งหนึ่งพัฒนาสูตรซอสเฉพาะที่ทำให้รสชาติแตกต่างจากร้านอื่น เจ้าของร้านสามารถวางแผนคุ้มครอง IP ได้ดังนี้: จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับชื่อร้านและโลโก้ เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ในระยะยาว หากมีการออกแบบขวดบรรจุซอสในรูปทรงเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร อาจพิจารณาจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับรูปทรงขวดนั้น ส่วนตัวสูตรซอสเอง หากเป็นสัดส่วนหรือส่วนผสมที่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยเหมือนกันทุกประการมาก่อน มีโอกาสจดอนุสิทธิบัตรผ่านได้แม้จะไม่ถึงขั้น "คาดไม่ถึง" แบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่ต้องแลกกับการเปิดเผยสูตรต่อสาธารณะ หากเจ้าของร้านไม่ต้องการเปิดเผยสูตรเลย ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือเก็บสูตรไว้เป็นความลับทางการค้า โดยทำสัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูลกับพนักงานครัวที่เข้าถึงสูตร และจำกัดไม่ให้พนักงานคนเดียวรู้สูตรทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย

จดสิทธิบัตรสูตรอาหารในไทยได้ไหม?

กฎหมายไม่ได้ห้ามสูตรอาหารไว้โดยตรงในรายการสิ่งที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ (มาตรา 9) แต่ในทางปฏิบัติ สิทธิบัตรการประดิษฐ์เต็มรูปแบบสำหรับสูตรอาหารส่วนใหญ่มักตกเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งจากสองข้อ คือความใหม่ (มาตรา 6) หากเป็นสูตรพื้นบ้านหรือสูตรที่รู้กันแพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว หรือขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น (มาตรา 7) หากเป็นเพียงการปรับสัดส่วนหรือวัตถุดิบเล็กน้อยจากสูตรเดิมที่ผู้มีความชำนาญในสาขานั้นคาดเดาผลลัพธ์ได้ไม่ยาก แต่อนุสิทธิบัตรซึ่งตัดเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไปเป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริงและผ่านง่ายกว่ามากสำหรับตัวสูตร

ความลับทางการค้าคุ้มครองสูตรอาหารได้อัตโนมัติหรือไม่?

ไม่อัตโนมัติ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มาตรา 3 ข้อมูลจะเป็นความลับทางการค้าได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาความลับนั้นไว้ด้วย เพียงแค่ไม่เปิดเผยสูตรต่อสาธารณะยังไม่พอ ต้องมีมาตรการควบคุมการเข้าถึงจริง เช่น สัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูลกับพนักงาน และมาตรา 7 ยังกำหนดว่าการค้นพบสูตรได้เองอย่างอิสระ หรือการทำวิศวกรรมย้อนกลับจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ถือเป็นการละเมิด

อนุสิทธิบัตรคุ้มครองตัวสูตรอาหารได้จริงหรือไม่?

ได้จริง และในทางปฏิบัติเป็นเส้นทางที่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องสำอาง/ครีมใช้จดคุ้มครองตัวสูตรมากที่สุด เพราะอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ทวิ ต้องการเพียงความใหม่กับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม ตัดเกณฑ์ขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นออกไป และกรมทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบเพียงเบื้องต้นด้านเอกสารก่อนออกอนุสิทธิบัตร ไม่ใช่การตรวจสอบเชิงลึกแบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จากประสบการณ์การยื่นคำขอของสำนักงาน คำขอลักษณะนี้ผ่านการจดทะเบียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังต้องเปิดเผยสูตรต่อสาธารณะเช่นเดียวกับสิทธิบัตร

ทวิช ทวีวัฒนาพันธ์
ตรวจทานโดย นายทวิช ทวีวัฒนาพันธ์กรรมการบริษัทและตัวแทนสิทธิบัตรขึ้นทะเบียน · ตรวจทานเมื่อ 4 ส.ค. 2569