เมื่อพนักงานสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือผลงานสร้างสรรค์ระหว่างทำงาน กฎหมายไทยให้ผลลัพธ์ ตรงข้ามกัน ระหว่างสิทธิบัตรกับลิขสิทธิ์: สิทธิบัตรจากสิ่งประดิษฐ์ที่ลูกจ้างทำตามหน้าที่เป็นของนายจ้างโดยอัตโนมัติ (พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 11) แต่ลิขสิทธิ์ในผลงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์กลับเป็นของลูกจ้างเอง นายจ้างมีเพียงสิทธิเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์การจ้างเท่านั้น (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9) และยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อเป็นงานที่ "ว่าจ้าง" ฟรีแลนซ์หรือบริษัทภายนอก เพราะกฎกลับตรงข้ามกับพนักงานประจำอีกครั้ง (มาตรา 10) ธุรกิจที่ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดความเป็นเจ้าของไว้ล่วงหน้า อาจพบว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่จ่ายเงินให้สร้างขึ้นจริง
สิทธิบัตร: สิ่งประดิษฐ์ของลูกจ้างเป็นของนายจ้างตามกฎหมาย
พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 11 กำหนดว่าการประดิษฐ์ที่ลูกจ้างทำขึ้นตามสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์ หรือทำขึ้นตามหน้าที่ในตำแหน่งงาน ให้สิทธิในการประดิษฐ์นั้นตกเป็นของนายจ้างโดยอัตโนมัติ เว้นแต่สัญญาจ้างจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น หลักการนี้ยังครอบคลุมถึงกรณีที่ลูกจ้างใช้ข้อมูล สถิติ หรือรายงานที่ตนสามารถเข้าถึงได้เพราะการเป็นลูกจ้าง แม้สัญญาจ้างจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์โดยตรง — พูดง่ายๆ คือกฎหมายมองว่าพนักงานถูกจ้างมาเพื่อสร้างมูลค่าให้กิจการ ผลลัพธ์จากการทำงานนั้นจึงเป็นของกิจการ ไม่ใช่ของตัวบุคคล
บำเหน็จพิเศษ: สิทธิของลูกจ้างนักประดิษฐ์
เพื่อความเป็นธรรมแก่ลูกจ้าง มาตรา 12 กำหนดว่าหากนายจ้างได้รับประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์นั้นหรือนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ "บำเหน็จพิเศษ" จากนายจ้างนอกเหนือจากเงินเดือนตามปกติ กฎหมายไม่ได้กำหนดสูตรคำนวณตายตัวว่าต้องเป็นจำนวนเท่าใด จึงมักเป็นประเด็นที่ต้องเจรจากันหรือกำหนดไว้ล่วงหน้าในนโยบายบริษัท เพื่อลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
ลิขสิทธิ์: งานของ "ลูกจ้าง" กลับเป็นของลูกจ้างเอง ไม่ใช่นายจ้าง
ตรงข้ามกับสิทธิบัตรอย่างสิ้นเชิง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 9 กำหนดว่างานที่ผู้สร้างสรรค์สร้างขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง หากไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ คือตัวลูกจ้างเอง นายจ้างมีเพียง "สิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น" เท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์เต็มรูปแบบ นี่คือจุดที่ธุรกิจจำนวนมากเข้าใจผิด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีพนักงานฝ่ายออกแบบ กราฟิก เขียนโปรแกรม หรือเนื้อหาการตลาด — หากไม่มีสัญญาจ้างงานที่ระบุเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ชัดเจน พนักงานอาจยังคงมีสิทธิ์ในงานที่ตนสร้างขึ้นระหว่างทำงานอยู่จริง แม้บริษัทจะเป็นผู้จ่ายเงินเดือนก็ตาม
แต่ถ้าเป็น "ผู้รับจ้าง" หรือฟรีแลนซ์ กฎกลับตรงข้ามอีกครั้ง
สร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก เมื่องานนั้นไม่ได้ทำโดยพนักงานประจำ แต่เป็นงาน "ว่าจ้าง" บุคคลภายนอก เช่น ฟรีแลนซ์ บริษัทเอเจนซี่ หรือนักพัฒนาอิสระ มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์กำหนดกฎที่ตรงข้ามกับมาตรา 9 คือ งานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยการรับจ้างบุคคลอื่น ให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่คู่สัญญาจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น พูดอีกแบบคือ จ้าง "พนักงาน" ลิขสิทธิ์เริ่มต้นเป็นของพนักงาน แต่จ้าง "ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างอิสระ" ลิขสิทธิ์เริ่มต้นเป็นของผู้ว่าจ้าง — เป็นกฎที่สลับกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างสองฝ่ายว่าเป็น "จ้างแรงงาน" หรือ "จ้างทำของ"
สรุปเปรียบเทียบ
- สิ่งประดิษฐ์ของลูกจ้าง (ตามหน้าที่): สิทธิบัตรเป็นของนายจ้าง (พ.ร.บ. สิทธิบัตร มาตรา 11) เว้นแต่สัญญาจ้างระบุไว้เป็นอย่างอื่น
- ผลงานสร้างสรรค์ของพนักงานประจำ: ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้าง (พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา 9) นายจ้างมีสิทธิเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์การจ้างเท่านั้น
- ผลงานที่ว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างอิสระ: ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง (พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ มาตรา 10) เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น
- ทุกกรณีข้างต้น: สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรสามารถกำหนดผลลัพธ์ให้แตกต่างจากค่าเริ่มต้นตามกฎหมายได้เสมอ
ธุรกิจควรทำอะไรเพื่อป้องกันความสับสนและข้อพิพาท
- ระบุความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาไว้ชัดเจนในสัญญาจ้างงาน โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์หรือประดิษฐ์
- สำหรับงานที่ว่าจ้างฟรีแลนซ์หรือเอเจนซี่ ควรมีข้อตกลงระบุความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ในสัญญาจ้างทำของทุกครั้ง แม้กฎหมายจะให้ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของโดยค่าเริ่มต้นก็ตาม เพราะป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตการใช้งานได้ดีกว่า
- กำหนดนโยบายบำเหน็จพิเศษสำหรับสิ่งประดิษฐ์ของพนักงานไว้ล่วงหน้า ลดความขัดแย้งเรื่องผลตอบแทนเมื่อสิ่งประดิษฐ์สร้างมูลค่าจริง
- ทบทวนสัญญาจ้างงานและสัญญาว่าจ้างที่มีอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนระดมทุนหรือควบรวมกิจการ เพราะนักลงทุนมักตรวจสอบความชัดเจนของความเป็นเจ้าของ IP อย่างละเอียด
คำถามที่พบบ่อย
จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ให้บริษัท ลิขสิทธิ์เป็นของใคร?
ตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หากเป็นงานจ้างทำของ (ไม่ใช่การจ้างแรงงานแบบมีนายจ้าง-ลูกจ้าง) กฎหมายให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้นโดยค่าเริ่มต้น เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม ควรมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุเรื่องนี้ไว้ชัดเจนเสมอ เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเรื่องขอบเขตการใช้งานหรือการแก้ไขงานในภายหลัง
พนักงานประดิษฐ์สิ่งใหม่นอกเวลางาน โดยไม่เกี่ยวกับหน้าที่ที่ทำอยู่ สิทธิบัตรยังเป็นของนายจ้างหรือไม่?
มาตรา 11 ใช้กับสิ่งประดิษฐ์ที่ลูกจ้างทำตามหน้าที่ หรือทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลหรือทรัพยากรที่เข้าถึงได้เพราะการเป็นลูกจ้าง หากสิ่งประดิษฐ์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานจริงๆ และไม่ได้ใช้ข้อมูลหรือทรัพยากรของนายจ้างเลย โดยหลักการอาจไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 11 แต่เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสถานการณ์ของตนเองก่อนสรุป
